fwmail.890m.com

คิดก่อนแต่ง??

ก่อนที่เราจะตัดสินใจแต่งงาน อย่าลืมพิจารณาหลักง่ายๆ แต่จำเป็นก่อนนะคะ
1.เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีกว่าเดิม
2.เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีเท่าเดิม
3.เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่แย่กว่าเดิม

เรามาพูดถึงข้อแรกกันก่อนคะ
เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม
ก็คือ ก่อนแต่งงานเรามีความเป็นอยู่อย่างไร ต้องดีกว่านั้น อันนี้ง่ายไปค่ะ
ที่จะบอกก็คือ เรื่องที่ใครอีกหลายคนลืมที่จะคิดถึงมันไป
ภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคนก่อนแต่ง และหลังแต่งค่ะ
ก่อนแต่งงาน เราใช้จ่ายอย่างไร สาวๆ ที่ไม่ต้องช่วยค่าใช้จ่ายพ่อแม่ตัวเอง ทำงานได้เท่าไร จ่ายคนเดียวด้วย
ก็ยิ่งจะเห็นได้ว่า สบาย และไม่ต้องมีค่าบ้าน น้ำไฟ อาหาร ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่ได้ให้ช่วยเท่าไร
บางบ้านไม่ต้องช่วยเลย พอแต่งงานไปแล้ว ไม่เหมือนอยู่บ้านค่ะ
ค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ไม่เคยต้องจ่าย ต้องจ่ายหมด หารสองกันกับสามี
บางทีอาจะผลัดกันจ่ายคนละอย่าง สามีผ่อนบ้าน ภรรยา เฟอร์นิเจอร์และค่าใช้จ่ายในบ้าน
พวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ จิปาถะ ไหนจะต้องตกแต่ง ทุกอย่างจะต้องช่วยกัน
สร้างอนาคตร่วมกัน งานหลักๆ ของภรรยาก็คือ แม่บ้าน แม่ของลูก ทำงานนอกบ้าน
เอาใจสามี รวมทั้งเรื่องบนเตียงหรือที่บางคนกล่าวไว้ว่า โสเภณีผูกขาด
(ในอนาคต จะมีกฎหมายห้ามสามีข่มขืนภรรยาหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป)
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าสามียกเงินให้เก็บ ให้เราสบายกว่าก่อนแต่ง
โดยรวมแล้วสบายหมด ก็ถือได้ว่า แต่งแล้วดีกว่าเดิม

ก่อนอื่นอยากจะเล่าให้ฟังว่า หญิงขายบริการนั้น อย่างค่าตัวต่ำสุดก็ ครึ่งชั่วโมงละ 150 บาท
ไม่รวมค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าอื่นๆ พึงมี
(ข้อมูลจากหนังสือ สินค้ามีชีวิต ดอกไม้ราตรี หาอ่านกันได้ ถ้าใครสนใจ )
แล้วที่ค่าตัวแพงๆ ละ สะอาดหน่อยสวยหน่อย น่ารักหน่อย เด็กหน่อย ก็เป็น 1,000 ขึ้นไป
และยังมีโอกาสเลือกลูกค้าด้วยในสมัยนี้ ที่จะบอกก็คือ ภรรยามีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ค่ะ
สิทธิในการขัดใจสามีมีน้อย ถ้าแต่งงานแล้วลำบากกว่าหญิงบริการก็บอกได้แล้วว่า ควรแต่งหรือไม่

เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีเท่าเดิม
ก็คือ แต่งหรือไม่แต่ง ก็มีความเป็นอยู่ ค่าใช้จ่ายเท่าเดิมเลย ต่างคนต่างแยกกระเป๋า
ต่างคนต่างจ่าย ใครทำงานอาชีพอะไรก็ทำไป ค่าใช้จ่ายในบ้านหารหมด
ไม่มีการวางแผนเก็บด้วยกัน และยังต้องทำหน้าที่แม่บ้านทุกอย่างที่กล่าวมา
เหมือนหาเรื่องใส่ตัวอย่างไรพิกล อยู่เฉยๆ สบายๆ ไม่ชอบ ยังไม่นับเรื่องค่าใช้จ่ายลูกเลยนะคะ
ถ้ายังไม่มีลูกก็ยังว่าแย่แล้ว ถ้ามีลูกจะแย่แค่ไหน

อันนี้ก็ยังมีข้อพิจารณาเพิ่มเติม เป็นกรณีๆ ไป เช่น เป็นห่วงเป็นใย รักใคร ฝากผีฝากไข้ได้
ก็ยังพอไม่ร้ายเท่าใดนัก

เมื่อแต่งงานแล้วชีวิตความเป็นอยู่แย่กว่าเดิม
ก็คือ ก่อนแต่งสบายเราทำ เราใช้ เราจ่ายเอง แต่หลังแต่ง เราทำ เราใช้ สามีก็ช่วยใช้เงินเรา
แต่เขาไม่ช่วย หรือแทบไม่ช่วย ค่าใช้จ่ายส่วนกลางก็เราอีกนั่นแหละ บ้านเรา ลูกเรา
อยากให้ลูกเรียนสูง ก็ต้องดิ้นรนหาเอง และก็ยังต้องทำหน้าที่แม่บ้านอีกด้วย
ส่วนตัวเขา ทำมาหาได้ อย่างไรก็จะใช้อยู่คนเดียว ไม่คิดจะแบ่ง ถือว่าเขาเป็นคนหา
แล้วก็คิดอีกว่า ภรรยาก็ต้องแบ่งเงินให้สามีใช้ด้วย ถ้าเช่นนั้นจะมีเมียไปทำไม
สามีบางท่านก็อาจจะสร้างหนี้แล้วให้เราใช้ หาผู้ช่วยภรรยามาให้เราได้เลี้ยงเป็นน้องสาวด้วยอีกคน
ประมาณว่าเราทำงานได้เงินเท่าไร คุณสามีก็จะแปลงกลายเป็นสัตว์เลี้ยงมีเขา
ให้เจ้าเอี้ยงเกาะ ที่อาศัยอยู่ตามท้องทุ่งนา มีความสามารถในการไถเงินภรรยาเป็นพิเศษขึ้นมาทันที
ถ้าเจอความคิดประเภทนี้ก็รีบๆ หลีกไปให้ไกลเลยเชียวคะ
หรือถ้าคุณภรรยาคนไหนที่เป็นคนมีใจบุญ ใจกุศล หรือมีเงินถุงเงินถัง
สามารถเลี้ยงสามีได้ทั้งชาติก็ไม่หมด และนิยมสะสมความทุกข์ก็เชิญได้เลยค่ะ
หรือว่า เวลาคุณสามีซ้อมเอาเวลาไม่ไห้เงิน ก็ถือเสียว่า สามีช่วยนวดแก้เมื่อย
ไม่ต้องไปเสียเงินจ้างหมอนวดแพง เสียเวลาเดินทางอีกด้วย
หรือถ้าจะคิดในด้านบวกสุดๆ ก็ประมาณว่า ถึงยังไง๊ ยังไง ก็ยังดีมีสามีไว้บำบัดความใคร่
ดีกว่าช่วยตัวเองเป็นไหนๆ ถ้าคุณสามีทำหน้าที่บนเตียงได้ไม่บกพร่อง
คุณภรรยาก็คงจะคิด เอาน่า ถือว่าทำงานหาเงิน แล้วได้ความสุขด้านนี้ก็แล้วกัน
ยังคงมีสักหนึ่งความสุข แม้จะทุกข์ในเรื่องอื่นๆ ถ้าชอบด้านนี้แล้ว ก็จงปลงด้านอื่นเสียเถอะโยม สาธุ………

ทำอย่างไรเมื่อคิดที่จะคบใครสักคนจนแต่งงานกัน
ถามเขาสิคะ เรื่องอนาคต ทัศนคติการครองคุ่ และไม่ผิดที่จะถามเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ
หลังแต่งงาน แต่การถามเรื่องพวกนี้ก่อนที่จะเป็นแฟนกันเลย
ก็ฟังดูแย่และงกพอสมควร อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างมากในการตัดสินใจจะคบกันเป็นแฟน
เนื่องจากเราคบเขาเป็นแฟนนานวันไป รอพร้อม รออะไรหลายๆ อย่าง
บางคู่กว่าจะแต่ง ก็มากกว่า 5ปีขึ้น แก่กันแล้วก็มี พอจะแต่งขึ้นมาจริงๆ คุยรายละเอียดต่างๆ ขึ้นมา
ปรากฏว่า ไม่เป็นอย่างที่คิดที่ฝัน บางคู่แค่การจัดงานแต่งงานก็เป็นเรื่องแล้ว
อยู่กันไปไม่นานก็ต้องเลิก เพราะตอนแรกคบกันด้วยอารมณ์แห่งความพอใจเป็นหลัก

ผู้ชายเอง เขาก็ถามเราเหมือนกันนะคะ บางคนไม่รุ้ตัวว่าถูกชายหนุ่มที่มาจีบเรา
แอบถามทัศนคติของเรา ว่าภายหลังการแต่งงานเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับเขากับลูกเขา
ก็คืออนาคตค่ะ ถ้าสาวๆท่านใดไม่เคยคิดจะถาม ก็ลองเริ่มคิดที่จะถามได้แล้วนะคะ
แต่ให้ถามแบบสบายๆ ไม่เร่งรัด เขาจะตกใจหนีไปเลยค่ะให้ถามในเชิงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ทัศคติต่อกันและกัน แต่ก็ต้องอย่าเชื่อเสียทีเดียว มันก็เป็นขั้นแรกที่จะทำให้เราตัดสินใจคบเขา
ต้องคอยดูว่าทำจริงอย่างที่พูดไหม ถ้าชายคนไหน เขาเปิดอกพูดกับเราเลย ตรงไปตรงมา
ก็เปิดอกพูดกับเขาได้เลยค่ะ เข้าใจกันง่ายดี และต้องทำให้เราเห็นจริงๆ ด้วย
ไม่ใช่แค่พูด ใครๆ ก็พูดได้ แต่ทำได้หรือเปล่า

บางคนกลัวว่า การพาผู้ชายไปพบพ่อแม่ ก่อนที่จะตัดสินใจคบเขาเป็นแฟนแน่นอน
จนอยากจะแต่งงานด้วยนั้น ผิด หรือว่า กลัวคนแถวบ้านจะคิดว่าเรา
มีผู้ชายไปมาหาสู่เยอะเหลือเกิน คนไหนแฟนกันแน่ สำหรับเราแล้ว ไม่คิดเช่นนั้นเลย
บางทีสายตาของเราคนเดียว มันก็อาจจะลวงเราได้ เนื่องจากความพอใจทางตา ทางหู
ยิ่งพวกคำหวานๆ ที่เขาพูดกรอกให้เราได้ยินบ่อยๆ
มันก็ย่อมจะเอนเอียงไปได้ (พ่อแม่ เพื่อน มีไว้ทำไมละค่ะ ) พ่อแม่และเพื่อน
เขาไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น ถึงการกระทำของคนที่มาจีบเรา
ย่อมมองอะไรที่ตรงไป ตรงมาที่เห็นเป็นอันดับแรก
( และหนุ่มที่มาจีบเรา ก็ไม่ได้จีบพ่อแม่เรา หรือเพื่อนเรา ก็แสดงอาการปกติ )
ย่อมจะมองเห็นอะไรได้หลายๆ อย่าง ที่เราไม่ได้มอง และได้ดูปฏิกิริยาที่เขาปฏิบัติต่อคนใกล้ชิดของเรา
ต่อไปถ้าแต่งงานกัน เขาเองก็ต้องเป็นลูกเขย เราก็เลือกพาคนที่จีบเราจริง
แม้จะมีหลายคนไปพบพ่อแม่สิคะ ไม่แปลกเลย เราไม่ได้หลายใจนะ
ก็ยังไม่เป็นแฟนกันนี่นา และเราก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกคนไหนเป็นแฟน
พอๆ กับที่เขามีสิทธิ์นั่นแหละ ให้เขาได้พบเพื่อนที่เราไว้ใจได้ (ไม่ใช่ให้เพื่อนแย่งแฟนเรา)
ไปดูหน้าดูตา เขาแสดงอาการจีบเพื่อนต่อหน้า และลับหลังหรือเปล่า
ไม่เช่นนั้นจะเหนื่อยใจมาก กับการคอยตามหึงหวง แต่สาวๆ บางคนอาจจะชอบก็ได้นะ
ชายเจ้าชู้ ตื่นเต้นดี ^__^

เราต้องไปมาหาสู่บ้านเขาได้ เพื่ออะไร เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเขาโสดจริงถ้าไม่ไปบ้านเขา
และก็เพื่อจะได้ดูว่า เขาอยู่บ้าน เขาทำตัวอย่างไร กับพ่อแม่เขา มีน้ำใจไหม
ช่วยทำงานบ้านไหม อ่อนโยนแค่ไหน ถ้าแค่ไปเจอกันนอกบ้านอย่างเดียว
ดูหนัง ทานข้าวเย็น ไปเดินห้างฯ ไปเที่ยว มันบอกได้น้อยมาก ว่าแต่งงานไปแล้ว
จะเจออะไร การที่อยู่นอกบ้าน หัวโขนมันไม่ได้ถอดออกมา ย่อมเป็นแค่หน้ากากสังคม
เมื่อเราพาเขาเข้าบ้านบ่อยๆ เขาจะได้ถอดหน้ากากมันออก ดูสิว่า เขาช่วยอะไรเราบ้าง
เมื่อเราทำงานบ้าน หาน้ำหาอาหารให้ทาน เวลารับแขก
ถ้ายังคงแสดงตัวเป็นแขกอยู่ตลอดเวลา ที่มาบ้านเรา อนาคตต่อไป
เมื่อแต่งงานกัน ก็คงอยู่บนหิ้งให้เรายกข้าว กับแกล้มไปถวาย เช้าค่ำ
ไม่เคยคิดช่วยอะไร แม้ยามเหนื่อย ยามเจ็บไข้

อย่ายอมเป็นผู้ถูกเลือกอย่างง่ายดาย เพียงเพราะว่า คุณไม่ต้องการจะขึ้นคาน เป็นอันขาด
นั่นเท่ากับว่า คุณได้สูญสิ้นอิสรภาพไปแล้วครึ่งหนึ่ง และคุณก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเลือก
ซึ่งคุณเองมีสิทธิ์จะเลือกมันไปทันที
โชคดีจงมีแด่ทุกท่าน

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังการทานอาหาร

1. อย่าสูบบุหรี่ !!
จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า
การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10 มวน
ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว

2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร !!
เพราะมันไปพองในท้องคุณ
ให้กินผลไม้ 1 หรือ 2 ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า

3. อย่าดื่มน้ำชา!!
เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง
ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก

4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม !!
เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ

5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว !!
เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย

เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น

ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่

6. อย่าเดินหลังอาหาร !!
แม้คุณจะเคยได้ยินว่ากินข้าวแล้วให้เดินสัก
100 ก้าวจะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี !?!
การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี

ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดินถ้าต้องการ

7. อย่านอนทันที!!
อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่

อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร

ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน

คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง
งดมื้อเย็น? เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน
หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง

ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้? สมมติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ

มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม?? ให้พลังงาน 9 แคลอรี่

ฉะนั้น 50 กรัม? ให้พลังงาน 450 แคลอรี่

จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้?? โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้? 1.3?? ก.ก.

ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน? 60? รอบต่อนาที? ขี่อยู่นาน 60 นาที

จะเหนื่อยหอบ?? เหงื่อไหลท่วมตัว?? แต่ใช้พลังงานไปเพียง? 300 แคลอรี่

ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด? ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า? มื้อเที่ยง? จนถึงเย็น

พลังงานยังเหลือแน่นอน?? ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก

เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้

ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆ ก็มาก ทำให้อ้วน

และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ? จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด

ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด?? รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน

เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนอุดตัน?? เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก

ถ้าอุดตันที่ไต? ต้องล้างไต? เปลี่ยนไต?? ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง

ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ?? ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร

ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก

มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย? เป็นมื้อตายผ่อนส่ง?? ยิ่งกินมื้อเย็นมาก? ยิ่งผ่อนส่งมาก

ตายเร็ว? ถ้าไม่กินมื้อเย็น?? ก็จะแก่ช้า? เสื่อมช้า? อายุยืน

การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก
ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส? สุขภาพดี?? อายุยืน?? และมีสมาธิดี
ความมุ่งมั่นสูง? ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ? แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน
วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็น? ทีละน้อยๆ
เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน? เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน? โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็นแล้ว
ห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน
ต่อไปครึ่งจาน? ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ?? ต่อไปกินผักผลไม้
สุดท้ายงดอาหารเย็น

2.?? ร่นเวลากินอาหารเย็น?? เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม
ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น? 5 โมงเย็น? 4 โมงเย็น? 3 โมงเย็น ฯ

3.?? กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น? ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่า
คนแล้วดื่มทันที?? ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น? การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ
ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์
พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้
ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม.? กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า? มื้อเที่ยงได้ทัน

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น? จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้า
และเที่ยงได้หมด?? ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน

กลยุทธ์ใหม่ของทันตแพทย์

คุณจะเลือกทางไหน

มีเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันใกล้รางรถไฟ 2 ราง

รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่
เมื่อรถไฟแล่นมา คุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ
คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่
แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของเด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?
ลองหยุดคิดสักนิด มีทางเลือกใดที่เราสามารถตัดสินใจได้
คุณต้องทำการตัดสินใจก่อนที่จะอ่านต่อไป
รถไฟไม่สามารถหยุดรอให้คุณไตร่ตรองได้
คนส่วนมากอาจเลือกที่จะเปลี่ยนทางรถไฟ
และยอมสละชีวิตของเด็กคนนั้น
ผมคิดว่า คุณก็อาจจะคิดเช่นเดียวกัน
แน่นอน ตอนแรกผมก็คิดเช่นนี้เพราะการช่วยชีวิตเด็กส่วนมาก
ด้วยการเสียสละชีวิตเด็กหนึ่งคนนั้นดูสมเหตุผลทั้งทางศีลธรรมและความรู้สึก
แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กที่เลือกเล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ที่จริงเขาได้ตัดสินใจถูกต้อง
ที่จะเล่นในสถานที่ๆปลอดภัยแล้วต่างหาก
แต่ทว่า เขากลับต้องเสียสละชีวิตให้กับเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ
และเลือกที่จะเล่นในที่อันตราย
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน
ในสถานที่ทำงาน ย่านชุมชน การเมืองโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย
คนกลุ่มน้อยมักจะถูกเสียสละให้กับผลประโยชน์ของคนหมู่มาก
แม้ว่าคนกลุ่มน้อยจะฉลาด มองการณ์ไกล และคนหมู่มากจะโง่เง่า
ไม่ใส่ใจก็ตาม
เด็กคนที่เลือกที่จะไม่เล่นบนรางที่อยู่ในการใช้งานตามเพื่อนๆของเขา
และคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้หากเขาต้องสละชีวิตก็ตาม
เพื่อนที่ส่งต่อเรื่องนี้มาบอกว่า
เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนเส้นทางรถไฟ
เพราะเขาเชื่อว่าเด็กที่เล่นอยู่บนรางที่อยู่ในการใช้งานย่อมรู้ดีว่า
รางนั้นยังอยู่ในระหว่างการใช้งาน
และพวกเขาควรจะหลบออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ
ถ้าทางรถไฟถูกเปลี่ยน เด็กหนึ่งคนนั้นต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะเขาไม่เคยคิดว่ารถไฟจะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนั้น
นอกจากนั้น รางที่ไม่ได้ถูกใช้งานอาจเป็นเพราะรางนั้นไม่ปลอดภัย
ถ้ารถไฟถูกเปลี่ยนเส้นทางมาที่รางนี้
เราทำให้ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
ในขณะที่คุณพยายามช่วยชีวิตเด็กจำนวนหนึ่งโดยการสละชีวิตเด็กหนึ่งคน
อาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตผู้คนนับร้อยก็เป็นได้
เรารู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก
บางครั้งเราอาจลืมไปว่า
การตัดสินใจอันรวดเร็วใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป จำไว้ว่า
สิ่งที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่นิยมปฎิบัติ
และสิ่งที่เป็นที่นิยม ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ทุกๆคนสามารถทำสิ่งผิดพลาดได้
และนั่นคือเหตุผลที่เขาใส่ยางลบไว้ที่ปลายของดินสอ